DIVERGENCE

0
143
DIVERGENCE

คู่มือการซื้อขายสําหรับผู้ใช้งานขั้นสูง Divergence

Divergence หมายถึงการขัดแย้งกันในแนวโน้มของราคาและแนวโน้มของอินดิเคเตอร์ส่วนใหญ่นักลงทุน นิยมใช้อินดิเคเตอร์ประเภท Oscillator รูปแบบ Divergence ใช้วัดการเคลื่อนไหวของราคาในความสัมพันธ์กับ อินดิเคเตอร์ประเภท Oscillator นอกจากอินดิเคเตอร์ประเภท Oscillator สามารถใช้อินดิเคเตอร์อื่นได้ เช่น RSI, Stochastic, MACD, CCI ฯลฯ หลักการที่สําคัญของ Divergence คือหากราคาสร้างจุดสูงสุดใหม่ (Higher High หรือ HH) หรือสร้างจุดต่ําสุดใหม่(Lower Low หรือ LL) อินดิเคเตอร์ควรจะมีทิศทางเดียวกัน หากไม่เป็นเช่นกันแสดงว่าได้เกิดรูปแบบ Divergence ขึ้นแล้ว สําหรับ Divergence แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ Regular Divergence และ Hidden Divergence สาหรับหนังสือเล่มนี้จะใช้ํRSI 14 ในการหารูปแบบ Divergence

Regular Divergence

รูปแบบ Regular Divergence เป็นรูปแบบที่พบได้โดยทั่วไป สามารถแบ่งเป็นรูปแบบย่อยได้2 รูปแบบคือ Bullish Regular Divergence และ Bearish Regular Divergence โดย Bullish Regular Divergence เกิดขึ้น เมื่อราคาสร้างจุดต่ําสุดใหม่(Lower Low หรือ LL) แต่อินดิเคเตอร์กลับสร้างจุดต่ําสุดใหม่ที่อยู่สูงกว่าจุดเดิม (Higher Low หรือ HL) จะก่อให้เกิดสภาวะแบบ Bullish

Bearish Regular Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาสร้างจุดสูงสุดใหม่(Higher High หรือ HH) แต่อินดิเคเตอร์กลับ สร้างจุดสูงสุดใหม่ที่อยู่ต่ํากว่าจุดเดิม (Lower High หรือ LH) จะก่อให้เกิดสภาวะแบบ Bearish

Hidden Divergence

รูปแบบ Hidden Divergence เป็นรูปแบบที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลงทิศทาง สามารถแบ่งเป็นรูปแบบย่อยได้ 2 รูปแบบคือ Bullish Hidden Divergence และ Bearish Hidden Divergence โดย Bullish Hidden Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาสร้างจุดต่ําสุดใหม่ที่อยู่สูงกว่าเดิม (Higher Low หรือ HL) แต่อินดิเคเตอร์กลับสร้าง จุดต่ําสุดใหม่(Lower Low หรือ LL) จะก่อให้เกิดสภาวะแบบ Bullish

Bearish Hidden Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาสร้างจุดสูงสุดใหม่ที่อยู่ต่ํากว่าเดิม (Lower High หรือ LH) แต่อินดิเคเตอร์กลับสร้างจุดสูงสุดใหม่(Higher High หรือ HH) จะก่อให้เกิดสภาวะแบบ Bearish