CHART PATTERN

0
114
CHART PATTERN

คู่มือการซื้อขายสําหรับผู้ใช้งานขั้นสูง Chart Patterns

รูปแบบกราฟที่เกิดขึ้นในการซื้อขาย ช่วยให้นักลงทุนคาดการณ์ทิศทางที่น่าจะเป็นของคู่สกุลเงินที่มีแนวโน้ม ที่จะเคลื่อนไหว การใช้งาน Chart Pattern จําเป็นจะต้องใช้ควบคู่ไปกับ Japanese Candlesticks เนื่องจาก Japanese Candlesticks ให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าเชื่อถือ สามารถทําให้ราคาเปลี่ยนทิศทางได้ทันทีโดยสามารถแบ่ง ประเภทของ Chart Pattern ได้2 ประเภทคือ Reversal Patterns (เปลี่ยนทิศทาง) และ Continuation Patterns (ไม่เปลี่ยนทิศทาง)

Rising Wedge เป็นรูปแบบการไต่ขึ้นของราคาในกราฟ อันเกิดจากการสูญเสียโมเมนตัมในการเคลื่อนไหว ส่งผลให้เกิดการปรับตัวลดลงขนาดใหญ่ในภายหลัง

– Falling Wedge
Falling Wedge เป็นรูปแบบของราคาในลักษณะลาดชันอย่างต่อเนื่อง แต่ความลาดชันดังกล่าวไม่ชัดเจนนัก จึงเกิดเป็นการปรับตัวของราคาขนาดใหญ่ในภายหลัง

Head And Shoulders เป็นรูปแบบการปรับตัวที่อาศัย Neckline ประกอบไปด้วยส่วนของราคาที่อยู่สูงสุด ตรงกลาง และราคาที่อยู่สูงสุดจะอยู่ต่ํากว่าจุดตรงกลางทั้งทางซ้ายและทางขวา เป็นรูปแบบการกลับตัวของกราฟ ที่พบมากที่สุด

Double Top เป็นรูปแบบการปรับตัวที่พบได้ทั่วไปของกราฟ เกิดขึ้นเมื่อกราฟ เพิ่มขึ้นในระยะเวลาหนึ่งและ ปรับลดตัวลง จากนั้นกราฟกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ระยะย่อตัวของกราฟคือระยะความยาวที่ใช้ในการทํากําไร โปรดระวัง Double Top ราคาอาจจะเกิดการทะลุ(Breakout) ได้ก่อนทําการซื้อขายควรตรวจสอบรูปแบบ ให้แน่ใจอีกครั้งหนึ่ง Double Top ควรมีจุดสูงสุดอยู่ห่างกันสักระยะหนึ่ง เพื่อบ่งบอกถึงความแข็งแรงของ แนวโน้มราคา

Double Bottom เป็นรูปแบบการกลับตัวในลักษณะคล้ายกับ Double Top ที่สามารถบอกระดับลึกสุดของราคา แนวโน้มดังกล่าวได้โปรดระวัง Double Bottom ราคาอาจจะเกิดการทะลุ(Breakout) ได้ก่อนทําการซื้อขาย ควรตรวจสอบรูปแบบให้แน่ใจอีกครั้งหนึ่ง Double Bottom ควรมีจุดสูงสุดอยู่ห่างกันสักระยะหนึ่ง เพื่อบ่งบอกถึง ความแข็งแรงของแนวโน้มราคา

Rectangle เป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ราคาจะยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางเดิม การเคลื่อนไหวของราคาในที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นการสะสมพลังงาน ดังนั้นเมื่อราคาหลุดจากสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้ว จะเกิดการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง

Ascending Triangle โดยทั่วไปรูปแบบสามเหลี่ยมจะถือเป็นความต่อเนื่องหรือรูปแบบการควบรวมราคา บางครั้งการก่อตัวโดยการพลิกกลับของแนวโน้มในเขตสามเหลี่ยมสมมาตร ความกว้างของสามเหลี่ยม จากมากไปน้อยเป็นรูปสามเหลี่ยมในอัตราส่วนเท่าเดิม

Ascending Triangle เป็นรูปแบบของ Chart Pattern ที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด เนื่องจากการกําหนดค่า อย่างง่ายดายประกอบกับความแม่นยําในระดับสูง เพียงกําหนดลักษณะของรูปสามเหลี่ยมจากความกว้าง จากมากไปน้อย ในรูปแบบของการเพิ่มขึ้นของราคาในอัตราส่วนเท่ากัน หากการก่อตัวรูปแบบนี้ผิดพลาด ไม่ว่าเหตุผลใด จะส่งผลให้แพทเทิร์นไม่สมบูรณ์ทันทีรูปแบบนี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ราคาได้มีการเคลื่อนไหวที่ แข็งแกร่ง ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานในเชิงบวก นักลงทุนเชื่อว่าราคาหุ้นที่สูงขึ้นมากมีมุมมองพื้นฐานที่ดี แต่มีราคาแพงเกินไปที่จะรีบเข้าซื้อ (A) ส่วนหนึ่งของนักลงทุนจะได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ํากว่ามาก (B) และเทขายออกมาอีกครั้ง (C) นักลงทุนจะกลับเข้ามาซื้ออีกเมื่อราคาต่ําลงมาเล็กน้อย (D) ก่อนที่จะมีการทะลุผ่าน (Breakout) (E)

ปริมาณการเพิ่มขึ้นของ Volume ในจุด A เป็นโอกาสที่ดีสําหรับการออกจาก Position และเข้าช้อนซื้ออีกครั้ง ในจุด B ด้วยความต้องการอย่างแข็งแกร่งราคาจะกระชากสูงขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งจะมีการแย่งกันซื้อและขายเชิงรุก นักลงทุนควรจะปล่อยให้พวกเขาซื้อขายไปพลางๆ เพื่อรักษาโอกาสในการทํากําไรที่ดีกว่าจะเหมาะสมกว่า การเข้าไปแข่งขันเชิงรุกดังกล่าว

Descending Triangle เช่นเดียวกับ Ascending Triangle แต่เป็นรูปแบบการพลิกกลับของแนวโน้ม Bearish ซึ่งโดยทั่วไปมีรูปแบบขาลงจากมุมมองของเวลาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สามเหลี่ยมของ Descending Triangle จะต้องมีจุดบรรจบเส้นแนวโน้มของแนวรับและและแนวต้านต่อการก่อตัว ซึ่งช่วยให้รูปร่างของสามเหลี่ยมโดดเด่น ในช่วงเวลาที่นักลงทุนไม่แน่ใจว่าตลาดจะเป็นทิศทางใด ความไม่แน่นอนเหล่านั้นจะแสดงออกมาบนกราฟ ถ้าราคาปิดเหนือระดับแนวต้านด้วยเหตุผลใดก็ตามรูปแบบจะไม่ถูกต้อง

Descending Triangle กําหนดลักษณะของการก่อตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมที่เอียงและมีระดับต่ําสุดเท่ากัน รูปร่างที่เอียงหลังจากช่วงเวลาที่ราคาได้ลดลงอาจจะเป็นผลมาจากข่าวเชิงลบ นักลงทุนระยะยาวมักจะรู้สึกว่า แพทเทิร์นนี้สามารถบอกราคาที่สมเหตุสมผลในการเข้าซื้อขาย Position ได้เมื่อก่อตัวราคาจะเคลื่อนไหวช้า อย่างมีนัยยะสําคัญ ในความเป็นจริง ความช้านั้นเกิดจากความยับยั้งชั่งใจของนักลงทุนหลายกลุ่มที่ไม่แน่ใจว่าราคา จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด แต่เมื่อการก่อตัวบางส่วนเริ่มสร้างความไม่สมดุลอย่างมากจะถูกปลดปล่อยออกมา และส่งผลถึงราคาในสัปดาห์ต่อมาที่ลดลงตามไปด้วย

Symmetrical Triangle เป็นรูปแบบการเคลื่อนที่ของราคาในกรอบสามเหลี่ยมสมมาตร ที่มีค่าการแกว่งอยู่ภายใน สามเหลี่ยมสมมาตรนั้น 75% ของความสูงของสามเหลี่ยมสมมาตรคืออัตรากําไรที่คาดหวังของนักลงทุน รูปแบบการเปิด Position จะต้องตรวจสอบว่าราคาได้ทะลุแนวฝั่งใด ราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางนั้น

Bull Flag เป็นรูปแบบที่มีปริมาณการซื้อขายที่แข็งแกร่งบนพื้นฐานอันเป็นปัจจัยบวก Bull Flag เกี่ยวข้องกับ ราคาสองส่วนที่แตกต่างกัน ส่วนของเสาธงอยู่ใกล้แนวตั้งที่มีปริมาณสูงเสาธงมีความยาว อีกส่วนคือการเคลื่อนไหว ของราคาที่อยู่ใน Range ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาจะมีค่า Volume ต่ํากว่าปกติ4 จุดเป็นอย่างน้อยและฝ่าวงล้อม (Breakout) ได้ในที่สุด ส่วนใหญ่Bull Flag เกิดขึ้นในช่วงกลางของการเคลื่อนไหวที่มีขนาดใหญ่และยาวมาก จึงพบได้ทั่วไปตั้งแต่กราฟ H4 ขึ้นไป หากกราฟหลุดจาก Range ลงมาปิดด้านล่างแล้ว รูปแบบนี้จะไม่สมบูรณ์

การก่อตัวจะต้องน้อยกว่า 20 ช่วงการซื้อขายในแต่ละระยะเวลา Bull Flag เป็นที่ช่นชอบในสายเทคนิคื เพราะมักจะนําไปสู่การเคลื่อนไหวของราคาขนาดใหญ่และคาดการณ์ได้เช่นเดียวกับรูปแบบต่อเนื่องอื่นๆ Bull Flag จะเป็นแพทเทิร์นในช่วงกลางของแนวโน้มขนาดใหญ่

ส่วนแรกของ Bull Flag เรียกว่า Flagpole ช่วงนี้ราคาจะขึ้นสูงมาก (A) ซึ่งหากมองปัจจัยพื้นฐานจะพบว่า มีมุมมองเชิงบวก ที่อาจเกิดจากการแปลกใจในตัวเลขทางเศรษฐกิจในเชิงบวก แต่การเปลี่ยนแปลงของราคา จะถูกผู้ถือครองกลุ่มแรกขายทํากําไร ราคาจึงร่วงลงมา (B) ถัดจากนั้นผู้ซื้อใหม่เข้าซื้ออีกครั้ง เกิดเป็นการซื้อ รอบใหม่ที่ส่งราคาขึ้นมาในระดับหนึ่ง (C) และผู้ซื้อรอบใหม่ได้ขายทํากําไรอีกครั้ง (D) หลังจากนั้นจะเกิดเหตุการณ์

ซ้ําแบบเดิมอีกครั้งแต่คราวนี้จะมีแรงซื้อมากกว่าเดิม ให้สังเกตจากปริมาณ Volume ที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดจะส่งผลให้ราคาเกิดการทะลุ(Breakout) (E) สําหรับการตั้ง Target ให้นําเอาความยาวของ Flagpole มาวางต่อจากจุด Breakout จะได้ค่า Target ในขณะที่Stop Loss ให้ตั้งไว้ต่ํากว่า Range ประมาณ 25 จุด

Bear Flag เป็นรูปแบบที่มีปริมาณการซื้อขายที่แข็งแกร่งบนพื้นฐานอันเป็นปัจจัยลบ อันเกิดจากตัวเลขทาง เศรษฐกิจที่มีปริมาณอ่อนแอกว่าตามมาด้วยแรงเทขาย เป้าหมายทางเทคนิคคือค่าความสูงของ Flagpole

ส่วนแรกของ Bear Flag เรียกว่า Flagpole ช่วงนี้ราคาจะขึ้นต่ํามาก (A) ซึ่งหากมองปัจจัยพื้นฐานจะพบว่า มีมุมมองเชิงลบ ที่อาจเกิดจากการตกใจในตัวเลขทางเศรษฐกิจในเชิงลบ แต่การเปลี่ยนแปลงของราคา จะถูกผู้ถือครองกลุ่มแรกเข้าช้อนซื้อ ราคาจึงเคลื่อนไหว (B) ถัดจากนั้นมีการเทขายอีกครั้ง เกิดเป็นการขาย รอบใหม่ที่ส่งราคาลงมาในระดับหนึ่ง (C) และกลุ่มที่2 เข้าช้อนซื้ออีกครั้ง (D) หลังจากนั้นจะเกิดเหตุการณ์

ซ้ําแบบเดิมอีกครั้งแต่คราวนี้จะมีแรงซื้อมากกว่าเดิม ให้สังเกตจากปริมาณ Volume ที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดจะส่งผลให้ราคาเกิดการทะลุ(Breakout) (E) สําหรับการตั้ง Target ให้นําเอาความยาวของ Flagpole มาวางต่อจากจุด Breakout จะได้ค่า Target ในขณะที่Stop Loss ให้ตั้งไว้สูงกว่า Range ประมาณ 25 จุด

Bullish Pennant เป็นรูปแบบการซื้อขายที่มีปริมาณแข็งแกร่งในเชิงบวก อันเกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ติดต่อกันหลายวัน Volume ที่อยู่ในขอบข่ายของแพทเทิร์นจะมีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ Bullish Pennant เกี่ยวข้องกับ ราคาสองส่วนที่แตกต่างกันเช่นเดียวกับ Bull Flag แต่มีความสมมาตรของสามเหลี่ยม ประกอบด้วย 4 จุด เป็นอย่างน้อยและจุดฝ่าวงล้อม (Breakout) การรวมรูปสามเหลี่ยมในช่วงการก่อตัวของ Bullish Pennant เป็นเรื่องสําคัญอย่างมาก เพราะจะต้องมีความสมมาตร การก่อตัวจะต้องน้อยกว่า 20 ช่วงการซื้อขายในแต่ละ ระยะเวลา ถ้าราคาปิดต่ํากว่าระดับ Range ด้วยเหตุผลใดก็ตามรูปแบบจะไม่ถูกต้องทันที

ส่วนแรกของรูปแบบ Bullish Pennant ช่วงนี้ราคาจะขึ้นสูงมาก (A) ซึ่งหากมองปัจจัยพื้นฐานจะพบว่า มีมุมมองเชิงบวก ที่อาจเกิดจากการแปลกใจในตัวเลขทางเศรษฐกิจในเชิงบวก แต่การเปลี่ยนแปลงของราคา จะถูกผู้ถือครองกลุ่มแรกขายทํากําไร ราคาจึงร่วงลงมา (B) แต่ด้วยเกิดการรั่วไหลของข่าว ผู้ซื้อใหม่เข้าซื้ออีกครั้ง

เกิดเป็นการซื้อรอบใหม่ที่ส่งราคาขึ้นมาในระดับหนึ่ง (C) และผู้ซื้อรอบใหม่ได้ขายทํากําไรอีกครั้ง (D) หลังจากนั้นจะเกิดเหตุการณ์ซ้ําแบบเดิมอีกครั้งแต่คราวนี้จะอยู่ภายใต้ความกดดันจากข่าวที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ให้สังเกตจากปริมาณ Volume ที่จะเบาบางลงเรื่อยๆ ต่อมาจะมีแรงซื้อมหาศาลหลังจากคลายความกังวลในข่าว ในท่สุดจะส่งผลให้ราคาเกิดการทะลุี(Breakout) (E) สําหรับการตั้ง Target ให้นําเอาความยาวของ Flagpole มาวางต่อจากจุด Breakout จะได้ค่า Target ในขณะที่Stop Loss ให้ตั้งไว้ต่ํากว่า Range ประมาณ 25 จุด

Bearish Pennant เป็นรูปแบบการซื้อขายที่มีปริมาณแข็งแกร่งในเชิงลบ อันเกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอ ติดต่อกันหลายวัน Volume ที่อยู่ในขอบข่ายของแพทเทิร์นจะมีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ Bearish Pennant เกี่ยวข้องกับ ราคาสองส่วนที่แตกต่างกันเช่นเดียวกับ Bear Flag แต่มีความสมมาตรของสามเหลี่ยม ประกอบด้วย 4 จุด เป็นอย่างน้อยและจุดฝ่าวงล้อม (Breakout) การรวมรูปสามเหลี่ยมในช่วงการก่อตัวของ Bearish Pennant เป็นเรื่องสําคัญอย่างมาก เพราะจะต้องมีความสมมาตร การก่อตัวจะต้องน้อยกว่า 20 ช่วงการซื้อขายในแต่ละ ระยะเวลา ถ้าราคาปิดสูงกว่าระดับ Range ด้วยเหตุผลใดก็ตามรูปแบบจะไม่ถูกต้องทันที

ส่วนแรกของรูปแบบ Bearish Pennant ช่วงนี้ราคาจะลดลงมาก (A) ซึ่งหากมองปัจจัยพื้นฐานจะพบว่า มีมุมมองเชิงลบ ที่อาจเกิดจากการตกใจในตัวเลขทางเศรษฐกิจในเชิงลบ แต่การเปลี่ยนแปลงของราคา จะถูกผู้ถือครองกลุ่มแรกเข้าช้อนซื้อ ราคาจึงเคลื่อนไหว (B) แต่ด้วยเกิดการรั่วไหลของข่าว จึงมีแรงเทขายอีกครั้ง ส่งผลต่อราคาในระดับหนึ่ง (C) และกลุ่มที่2 เข้าช้อนซื้ออีกครั้ง (D) หลังจากนั้นจะเกิดเหตุการณ์ซ้ําแบบเดิมอีก ครั้งแต่คราวนี้จะอยู่ภายใต้ความกดดันจากข่าวที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ให้สังเกตจากปริมาณ Volume ที่จะเบาบางลง เรื่อยๆ ต่อมาจะมีแรงซื้อมหาศาลหลังจากคลายความกังวลในข่าวในที่สุดจะส่งผลให้ราคาเกิดการทะลุ (Breakout) (E) สําหรับการตั้ง Target ให้นําเอาความยาวของ Flagpole มาวางต่อจากจุด Breakout จะได้ค่า Target ในขณะที่Stop Loss ใหตั้งไว้ต่ํากว่า้ Range ประมาณ 25 จุด

False Breaks

หากราคาไม่เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่คาดไว้อาจจะเกิดจากรูปแบบล้มเหลว อย่างไรก็ตามนักลงทุนสามารถ กลับสถานะ Position ให้ตรงข้ามได้เพื่อคงโอกาสในการทํากําไร สําหรับ Breakout ที่ผิดพลาดมักเกิดขึ้นเมื่อราคา ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวสักระยะหนึ่งและเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทิศทางตรงข้าม โดยย้อนกลับผิดจาก รูปแบบโดยไม่คาดคิด ลักษณะเช่นนี้สามารถแก้ไขได้โดยการใช้ลําดับ Fibonacci มาคํานวณแนวรับและแนวต้าน