ANATOMY

0
205
ANATOMY

Anatomy of Bullish

เพื่อเริ่มต้นกระบวนการ Bullish ราคาเริ่มที่จะตกลงเรื่อยๆ หลังจากสัปดาห์แห่งการร่วงลงผ่านไป การเคลื่อนไหว ขาขึ้นขนาดเล็กที่มีจุดสูงสุดลดลง (Lower High) จะปรากฏขึ้น มองผิวเผินดูเป็นตลาดแบบ Bearish แต่ในสภาวะ แบบนี้จะมีระดับหนึ่งที่บางครั้งนักลงทุนจะเริ่มที่จะหวาดกลัวกว่าราคาอาจจะมีการเปลี่ยนทิศทาง (Panic Sell) หรือ Herd และจะมีแนวโน้มที่จะเทขาย Position ของพวกเขาที่ถือครองทั้งหมดในเวลาเดียวกัน เกิดเป็นนักลงทุนที่อ่อนแรง เมื่อเหล่านักลงทุนนี้เทขายออกมาจํานวนมากแล้ว จะไม่สามารถรับความสูญเสียใดๆ ในจํานวนมากขึ้นและจะอกสั่นขวัญแขวนมากขึ้นเมื่อใกล้เวลาที่จะมีการประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือ ข่าวสําคัญ ดังนั้นจะยิ่งมีแรงเทขายมากขึ้นอีก ในเมอนักลงทุนที่อ่อนแรงได้เทขายออกมาอีกนั้น่ื นักลงทุนมืออาชีพ จะก้าวเข้ามาในระบบและเริ่มช้อนซื้อเพราะในมุมมองของพวกเขาราคาในขณะนี้สามารถขายได้ในราคาที่สูง ที่จุดใดจุดหนึ่งในอนาคต นอกจากนี้หากว่าช้อนซื้อแล้วยังมีโอกาสที่จะซื้อทรัพย์สินอื่นโดยไม่ต้องจ่ายแพงเท่าเดิม จึงส่งผลให้เกิดการซื้อสะสมอย่างต่อเนื่อง กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นตลอดเวลาในการสร้างวัฏจักรทั้งขนาดเล็กหรือ ขนาดใหญ่ของราคา และการเคลื่อนไหวของทรัพย์สินอยู่ในสัดส่วนแปรตามกับราคาที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือครอง

เพื่อสร้างวัฏจักร Bullish ที่สําคัญ นักลงทุนจะต้องมองหาจุดสูงสุดของราคา ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเสมอ เมื่อมีการเทขายท่สําคัญของราคาจากนักลงทุนที่อ่อนแรงี และเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเสมอเมื่อนักลงทุนผู้อ่อนแรง

เป็นผู้ถือครอง Position เขาเหล่านั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงความกลัวและความกดดันจากการสูญเสียได้ เพราะเขาเคยเทขายอย่างแรง (Panic Sell) มาแล้วครั้งหนึ่ง ทําให้ไม่สามารถทนต่อความผันผวนของราคา จํานวนมากได้อีกต่อไป นักลงทุนที่อ่อนแอจึงยินดีขายให้กับนักลงทุนที่เข้าช้อนซื้อ จึงช่วยให้นักลงทุนที่ช้อนซื้อ มีโอกาสที่จะเข้าซื้อและเพื่อให้ครอบคลุม Position ระยะสั้นของพวกเขา โดยไม่ต้องจ่ายแพง พวกเขาจะซื้อสะสม แสดงให้เห็นว่ามีผลประโยชน์ขนาดใหญ่ถูกกระตุ้นในหมู่นักลงทุน จะส่งผลให้เกิดคําส่งซื้อขนาดใหญ่ตามมาั คําสั่งซื้อเหล่านี้จะแตกต่างกันภายใต้เงื่อนไขของตลาดที่แตกต่าง เมื่อเวลาผ่านไปจะพบว่า Position จํานวนมาก และมีขนาดใหญ่ถูกโอนไปยังนักลงทุนแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทาน มากขึ้น และจะส่งผลให้เกิดสภาวะแบบ Bullish ขึ้นแทนที่สภาวะแบบ Bearish

นักลงทุนมืออาชีพจะเข้าใจจิตวิทยาของมนุษย์พวกเขารู้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่ที่ให้ความสนใจในราคา ดังนั้นพวกเขาสามารถจะเขย่าวงการโดยออกจากการถือครอง Position ของพวกเขา เพื่อให้นักลงทุนส่วนใหญ่ เกิดความวิตกกังวล ในขณะที่พวกเขาอดทนรอให้นักลงทุนส่วนใหญ่เทขายออกมาแล้ว พวกเขาจะกลับเข้าช้อนซื้อ แต่หากพวกเขาเริ่มที่จะคิดว่าราคายังคงแพงไป เขาจะยังคงปล่อยต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง ซึ่งทําให้ดูเหมือนจะลดลง อย่างรวดเร็วอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้มีคําสั่งขายที่จะถล่มราคาลงมาอีกครั้ง เพื่อช่วยให้การซื้อสามารถทําได้มากยิ่งขึ้น พวกเขาอาจจะเทขายออกมามากกว่าเดิมอีก แต่สุดท้ายแล้วจะมีการช้อนซื้อในตอนท้ายของวัน หากนักลงทุนที่อ่อนแอติดอยู่ในขั้นตอนนี้ของวัฏจักร พวกเขาจะต้องเผชิญกับการสั่นคลอนใน Position นั่นแสดงให้เห็นถึงสาเหตุพื้นฐานสําหรับการปรับเป็นขาขึ้น คือการสะสม Position อ้างอิงจํานวนมหาศาล ซึ่งพบบ่อยในกลุ่มหรือองค์กรบางแห่งซึ่งมีอํานาจเพียงพอในตลาด แม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญยังต้องตระหนักถึง โอกาสที่จะเกิดขึ้น

การสะสม Position เป็นเรื่องธรรมดาของนักลงทุนที่จะช้อนซื้อในจํานวนมาก ซึ่งต้องมีการวางแผนการตัดสินใจ ที่แม่นยํา เขาเหล่านั้นมีทักษะการค้าและเงินทุนที่เพียงพอ การกระทําของนักลงทุนเหล่านี้จะส่งผลถึงราคา ที่ตอบสนอง ในการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีปริมาณน้อยและมักจะเห็นการปรับขึ้นอย่างฉับพลันในเวลาต่อมา ราคาจะถูกกระทบอย่างหนักและรวดเร็วโดยการเทขายเพียงพอที่จะเปลี่ยนราคาให้กลับเป็นขาลงอีกครั้ง นักลงทุนทั่วไปควรคาดว่าจะมีการทดสอบในข่าวที่อาจจะออกมาไม่ดีของนักลงทุนขนาดใหญ่เพราะนั่น หมายความว่าสภาวะ Bullish อาจจะเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ที่จะเกิดการสะสม Position เพิ่มขึ้นบางส่วน การสังเกตนั้นสามารถทําได้เพราะนักลงทุนที่ช้อนซื้อจะกระทําการโดยรีบร้อน อาจจะมีเงิน จํานวนมากกว่าปกติเข้ามาช้อนซื้อ

กระบวนการที่จะทําให้นักลงทุนผู้ช้อนซื้อกลายเป็นกลุ่มที่ได้กําไรในตลาด ในคําสั่งซื้อของเขาเป็น Supply (ขาย) ที่นําเสนอจะถูกทําให้ขายได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเขาจะสะสมเขาจะต้องซื้อที่ราคาที่เพิ่มมากขึ้นทําให้เกิดการหยุดซื้อ ส่งผลให้ราคาจะดิ่งกลับลงไปครั้งแรกในจุดที่เขาเริ่มต้นขาย เพราะเขาเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ซื้อและไม่ได้ควบคุม ตลาดทั้งหมด Supply จึงลอยในระดับราคาที่ต่ํากว่าปกตินักลงทุนที่ไม่ทันสังเกตปริมาณ Supply ที่ลดลง จะหว่นไหวจากการถือครองั Position ของพวกเขา และพวกเขายินดีที่จะเทขายออกมาเพื่อรักษาเงินทุน ของพวกเขา ความต้านทานต่อการเคลื่อนไหวของราคาใดๆ ของนักลงทุนมืออาชีพที่มีการสะสม Position ต้องช้อนซื้อในระดับสูงเพื่อให้ราคาเพิ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นนี้ลดจํานวนนักลงทุนที่อ่อนแรงลง สภาวะแบบ Bullish จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งแตกต่างจากสภาวะแบบ Bearish ที่ตกลงอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์สําคัญที่ส่งผลให้เกิด กระบวนการนี้คือ การเกิดข่าวสารขนาดใหญ่เช่น การทําสงคราม การล้มละลายของบริษัทขนาดใหญ่เป็นต้น

ในทางเทคนิคคือการทดสอบกับแนวต้านของราคาล้มเหลว ในทางปัจจัยพื้นฐานคือ ปริมาณการซื้อขาย (Volume)

แสดงการซื้อขายจํานวนมาก แต่กลับมีการเคลื่อนไหวของราคาในกรอบแคบ เกิดแท่งเทียนแบบ Up-Thrust

(แท่งเทียนที่มีระยะห่างระหว่าง High – Low มากและราคาปิดอยู่ใกล้Low) และแท่งเทียนต่อมาปิดร่วงลงยาว
ต่ํากว่าจุดต่ําสุดของแท่งเทียนก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ราคาร่วงลงและเกิดสภาวะแบบ Bearish โปรดระลึกว่า

นักลงทุนไม่ได้พยายามที่จะชนะตลาด แต่พยายามเข้าร่วมกับกลุ่มมืออาชีพ ดังนั้นไม่ควรสวนทางหากพบรูปแบบนี้

เมื่อมาถึงจุด (A) เราจะเห็นจุดสูงสุดของการซื้อขาย สามารถตรวจสอบจากปริมาณการซื้อขาย (Volume) การกระทํานี้สร้างสภาวะ Bearish ขึ้นมา การอ่อนแรงลงของปริมาณการซื้อขาย (Volume) จะปรากฏขึ้นบน แท่งเทียนและทิศทางที่แท้จริงจะปรากฏขึ้นบนลงแท่งเทียนเช่นกัน ในช่วงเวลานี้นักลงทุนที่อ่อนแรงจะเผชิญ

สภาวะทางอารมณ์และความหวาดกลัวและยินดีเทขาย Position ของพวกเขาออกมา ในทางปฏิบัติแล้ว การมองหาจุด (A) เป็นเรื่องยาก แต่หากสังเกตสภาวะตลาดในเวลานั้นสามารถช่วยในการตัดสินใจได้เป็นอย่างดี

เมื่อมาถึงจุด (B) ตลาดมีการเคลื่อนไหวขาลงอย่างเห็นได้ชัดเจน อันเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากผลกระทบโดยตรงของ จุด (A) เพื่อยืนยันมุมมองนี้ราคาจะเริ่มต้นปรับตัวท่จุดี (C) โดยเป็นการปรับตัวขึ้นใน Range ไปยังจุด (D) ซึ่งมีข้อบ่งชี้ที่สําคัญคือปริมาณการซื้อขาย (Volume) สูงขึ้นอีกครั้ง แต่ราคากลับไม่ได้เปลี่ยนเป็นขาขึ้นแต่อย่างใด ราคาจึงลดลงมาสักระยะหนึ่งก่อนปรับตัวขึ้นไปใหม่อีกครั้งที่จุด (E) และจะถูกความผันผวนของตลาดเข้าแทรกแซง ราคาจะวิ่งมายังจุด (F) (คล้ายกับจุด (B) อีกครั้ง) และสุดท้ายราคาทะลุRange มายังจุด (G) แสดงให้เห็นว่า ขณะนี้Supply สามารถเอาชนะความต้องการได้แล้ว สภาวะแบบ Bullish ที่แข็งแกร่งได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

แท่งเทียนขาลงที่ปิดต่ํากว่าแท่งเทียนก่อนหน้านี้จะถูกตีความถึงการขาย (Sell) แต่ความแตกต่างที่กําหนดให้เป็น Stops a Down-Move คือการที่แท่งเทียนกลับไปปิดสูงและมีปริมาณการซื้อขาย (Volume) ในระดับสูงเช่นกัน แท่งเทียนที่มีขนาดยาวเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนชั้นดีให้ตระหนักถึงราคาในทิศทางขาลงที่กําลังจะสิ้นสุดลง

จากกราฟราคาเป็นขาลงมาตลอดที่จุด (A) โดยมีปริมาณการซื้อขาย (Volume) ในระดับสูง แต่ราคาไม่สามารถ ร่วงลงได้ต่อไป เมื่อราคาวิ่งมายังจุด (B) กลับมีปริมาณการซื้อขาย (Volume) ในระดับต่ําและยังไม่สามารถทะลุ แนวรับไปได้แสดงให้เห็นว่านักลงทุนมืออาชีพได้เริ่มถอนสถานะ Position ออกไปแล้ว ราคาจะวิ่งอีกครั้งไปยัง จุด (C) และครั้งนี้ปริมาณการซื้อขาย (Volume) จะสูงมาก หากราคาไม่สามารถทะลุไปได้อีกนั่นหมายความว่า ได้เกิด Market Bottom ให้พิจารณาแนวทาง Bullish ได้ทันทีหากราคาทะลุผ่านแนวรับรูปแบบจะไม่สมบูรณ์

รูปแบบการเคลื่อนไหวแบบ Shake-Out เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่สามารถบอกได้ว่าสภาวะ Bearish ได้สิ้นสุดลงแล้ว เกิดขึ้นเมื่อราคามาถึงจุด (A) เกิดข่าวที่น่าตกใจ นักลงทุนที่อ่อนแรงจะแตกตื่นกับข่าวแล้วเทขาย Position ออกมา ในขณะที่นักลงทุนบางส่วนกลับเข้าช้อนซื้อไว้ราคาจึงกลับเพิ่มสูงขึ้นมาบ้าง นี้เป็นข้อบ่งชี้ที่มีศักยภาพของ ความอ่อนแอในสถานะ Bearish และด้วยความอ่อนแอของสภาวะดังกล่าวส่งผลให้ราคาเคลื่อนที่ไม่ได้ไกลจากเดิม แทนด้วยจุด (B) ปริมาณการซื้อขาย (Volume) ยังคงอยู่ในระดับสูง ในขั้นตอนนี้ตลาดไม่พร้อมสําหรับการปรับ สถานะขึ้นในขณะที่ยังคงมีSupply ในระดับหนึ่ง และตลาดจะแสดงออกในรูปจุด (C) ซึ่งนั่นหมายความว่า ตลาดได้เกิด Shake-Out โดยสมบูรณ์ สามารถสังเกตได้โดยดูค่าปริมาณการซื้อขาย (Volume) จะมีปริมาณต่ํา เมื่อนั้นจุด (D) ที่มีปริมาณการซื้อขาย (Volume) ในระดับสูงจะเปลี่ยนทิศทางของตลาดได้สําเร็จ